งานพิเศษ

ผลการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54

วันที่ 5 กรกฎาคม 2554   สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดย นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.  ได้ประกาศผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ( 3 กรกฎาคม 2554) โดยการลงคะแนนเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,203,107 คน หรือร้อยละ 75.03 บัตรเสียจำนวน 1,726,015 บัตร หรือร้อยละ 4.9  บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,052 บัตร หรือร้อยละ 2.72  ส่วนการลงคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,777 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 35,119,885 คน หรือร้อยละ 74.85 บัตรเสีย 2,039,694 บัตรหรือร้อยละ 5.79 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 บัตร หรือร้อยละ 4.03
  1. พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ส.ส.265 คนจากแบ่งเขต 204 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน 
  2. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ส.ส. 159 คน จากแบ่งเขต 115 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน 
  3. พรรคภูมิใจไทย (ภท.)ได้ส.ส.34 คนจากแบ่งเขต 29 คน บัญชีรายชื่อ 5 คน  
  4. พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ส.ส.19 คนจากแบ่งเขต 15 คน บัญชีรายชื่อ 4 คน 
  5. พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) ได้ส.ส. 7 คนจากแบ่งเขต 5 คน บัญชีรายชื่อ 2 คน
  6. พรรคพลังชล (พช.)ได้ส.ส.7คนจากแบ่งเขต 6 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน   
  7. พรรครักประเทศไทย (ร.ป.ท.) ได้ส.ส. 4 คนจากบัญชีรายชื่อ 4 คน
  8. พรรคมาตุภูมิ (มภ) ได้ส.ส.2คนจากแบ่งเขต 1 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน
  9. พรรคมหาชน (พมช.)ได้ส.ส. 1 คนจากบัญชีรายชื่อ 1 คน
  10. พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) ได้ส.ส.1คนจากบัญชีรายชื่อ 1 คน 
  11. พรรครักษ์สันติ (รส.)ได้ส.ส.1คนจากบัญชีรายชื่อ 1 คน
รวมได้ สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน  สส.แบ่งเขต 375 คน 


  พรรคร่วมรัฐบาลมี พรรค
  เพื่อไทยได้                                                 262 คน
    ชาติไทยพัฒนาได้                                       19  คน
    ชาติพัฒนาแผ่นดินได้                                   9   คน
    พลังชลได้                                                     7   คน
    มหาชนได้                                                     1   คน
    ประชาธิปไตยใหม่ได้                                    1   
คน
รวมทั้งสิ้นพรรคร่วมรัฐบาลมีสส.                300     คน


ฝ่ายค้าน
พรรคฝ่ายค้านมี 
พรรค
      
      2.ประชาธิปปัตย์ได้                    160     คน
      3.ภูมิใจไทยได้                           34      คน
      4.รักประเทศไทยได้                    4        คน 
      5.มาตุภูมิได้                                2       คน
      6.รักสันติได้                                1       คน
 รวมฝ่ายค้านทั้งหมด                      200     คน


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มรดกโลก 


(ภาษาอังกฤษ: World Heritage Site ภาษาฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา 
และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต

การแบ่งประเภทของมรดกโลก
            มรดกโลกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และ มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) ซึ่งในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่า
มรดกทางวัฒนธรรม หมายถึง สถานที่ซึ่งเป็นโบราณสถานไม่ว่าจะเป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หรือแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือกลุ่มสถานที่ก่อสร้างยกหรือเชื่อมต่อกันอันมีความเป็นเอกลักษณ์ หรือแหล่งสถานที่สำคัญอันอาจเป็นผลงานฝีมือมนุษย์หรือเป็นผลงานร่วมกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีคุณค่าความล้ำเลิศทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ มนุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์
            มรดกทางธรรมชาติ หมายถึง สภาพธรรมชาติที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพอันมีคุณค่าเด่นชัดในด้านความล้ำเลิศทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสถานที่ซึ่งมีสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งถูกคุกคาม หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพืชหรือสัตว์

ขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิกมรดกโลก
ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศของตนให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศของตน บัญชีนี้จะเรียกว่า บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ขั้นต่อมา ประเทศนั้นๆจะต้องเลือกรายชื่อสถานที่ที่ต้องการเสนอชื่อมาจากบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (Nomination File) โดยทางศูนย์มรดกโลกอาจให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแฟ้มข้อมูลนี้
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แฟ้มข้อมูลจะถูกตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กร 2 แห่ง ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์  (World Conservation Union) แล้วทั้งสององค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดจะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

มรดกโลกที่ขึ้นบัญชีเอาไว้ในขณะนี้้


ในปัจจุบัน มีมรดกโลกทั้งหมด 911 แห่ง ใน 151 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 704 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 180 แห่ง และอีก 27 แห่งเป็นแบบผสมทั้งสองประเภท โดยมีการแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ แอฟริกา อาหรับ เอเชียแปซิฟิก ยุโรป - อเมริกาเหนือ และ อเมริกาใต้ - แคริบเบียน


พื้นที่
มรดกโลก
ธรรมชาติ
วัฒนธรรม
ผสม
ทั้งหมด
  แอฟริกา
๓๓
๔๕
๘๒
  อาหรับ
๖๔
๗๐
  เอเชีย-แปซิฟิก
๕๒
๑๔๓
๒๐๔
  ยุโรป และ อเมริกาเหนือ
๕๙
๓๘๕
๑๐
๔๕๔
ละตินอเมริกา และแคริบเบียน
๓๕
๘๘
๑๒๖
  รวม
๑๘๓
๗๒๕
๒๘
๙๓๖



มรดกไทยที่ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก

ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ๕ แห่ง ดังนี้


แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ๓ แห่ง
แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ๒ แห่ง
๑. เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร
(พุทธศักราช ๒๕๓๔)
(Historic Town of Sukhothai and Associated
Historic Towns, 1991)
๑. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง
(พุทธศักราช ๒๕๓๔)
(Thungyai – Huai Kha Khang Wildlife Sanctuaries, 1991)
๒. นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
(พุทธศักราช ๒๕๓๔)
(Historic City of Ayutthaya, 1991)
๒. ผืนป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่
(พุทธศักราช ๒๕๔๘)
(Dong Phayayen – Khao Yai Forest Complex, 2005)
๓. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
(พุทธศักราช ๒๕๓๕)
(Ban Chiang Archaeological Site, 1992)

สาเหตุที่ประเทศไทยลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกมรดกโลก
ไทยถอนมรดกโลก!ชี้ยูเนสโกไม่ฟังข้อทักท้วงข่าวต่างประเทศ วันอาทิตย์ที่ 26 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2554 01:02 น.
สุวิทย์ คุณกิตติ ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกมรดกโลก ชี้ยูเนสโกไม่ยอมฟังไทยดึงดันจะบรรจุวาระประชุมพิจารณาแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยของไทย ยันคณะกรรมการมรดกโลกนำวาระเขาพระวิหารเข้าที่ประชุม จึงเป็นที่มาของการถอนตัวของไทยออกจากกรรมการและสมาชิกภาคีอนุสัญญานายสุวิทย์ คุณกิตติ รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจามรดกโลกฝ่ายไทยได้ยื่นจดหมายลาออกจากการเป็นภาคีคณะกรรมการมรดกโลกแล้ว หลัง ยูเนสโกไม่ยอมฟังไทย ดึงดันจะบรรจุวาระประชุมพิจารณาแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของกัมพูชา โดยการลาออกดังกล่าวของไทย ทำให้ชาติสมาชิกค่อนข้างตกใจเพราะไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ลาออกจากคณะกรรมการนี้ โดยฝ่ายไทยเห็นว่าคณะกรรมการมรดกโลกไม่ฟังข้อทักท้วงของไทย ในการปรับแก้ข้อความและถ้อยคำในร่างมติการประชุมล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนดังกล่าว ตามข้อเสนอของกัมพูชา ซึ่งอาจจะกระทบถึงอธิปไตยของไทยบนเขาพระวิหารโดย หัวหน้าคณะฯไทย กล่าวว่า ไทยยอมรับไม่ได้เพราะว่ามันจะมีผลกระทบกับเรื่องของดินแดนและอำนาจอธิปไตยของไทยทั้งนี้ นาย สุวิทย์ ได้กล่าวว่า สิ่งที่ยูเนสโกตัดสินใจนั้นถือว่า ขัดกับอนุสัญญาของยูเนสโกเองโดยบอกว่าบอกการกระทำที่เกิดขึ้นของยูเนสโก จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งบริเวณพื้นที่พิพาท ทั้งนี้ นายสุวิทย์ ได้นำจดหมาย และแถลงให้ผู้สื่อข่าวฟัง ถึงการตัดสินใจ และรวมถึงบรรยากาศในห้องประชุม ยืนยันว่า เป็นการกระทำที่ได้ไตร่ตรอง รวมถึง ได้รับการอนุมัติจากนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้ว
โดยนายสุวิทย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยได้ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด2-3ปี รู้สึกเสียใจที่คณะกรรมการมรดกโลกตัดสินใจ โดยบอกว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาติยุโรป ซึ่งคณะกรรมการไม่เล็งเห็นความสำคัญเรื่องพรมแดน เพราะปัจจุบันยุโรปนั้นไร้พรมแดน เลยเห็นเรื่องวัตถุสิ่งของโบราณสถานสำคัญกว่า เนื่องจากคณะกรรมการมรดกโลกไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติในอนุสัญญามรดกโลกมาตั้งแต่การประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อ ปีก่อน ทั้งที่กัมพูชากับไทยยังมีปัญหาเรื่องขอบเขตพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน แต่คณะกรรมการมรดกโลกกลับมีท่าทีที่จะยอมรับการเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาที่เสนอเข้ามาในการประชุมปีนี้ ซึ่งเนื้อหาและแผนผังแนบท้ายระบุชัดเจนว่าจะมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างหลายอย่างในเขตแดนของไทย
นายสุวิทย์ กล่าวว่า การถอนตัวดังกล่าวถือว่ามีผลทันที ซึ่งจากนี้ไปคณะกรรมการมรดกโลกจะพิจารณารับหรือไม่รับข้อเสนอใดๆ ของกัมพูชา ก็จะไม่มีข้อผูกพันใดๆ กับไทย และไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยได้ การถอนตัวครั้งนี้ยังมีผลให้นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเป็น ใน 21 คณะกรรมการมรดกโลก พ้นจากตำแหน่งไปด้วย